รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย หารือความร่วมมือแนวทางพัฒนาสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ไทย-ญี่ปุ่น
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมรักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และนายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมให้การต้อนรับ นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (H.E. Mr. OTAKA Masato, Ambassador of Japan to Thailand) และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ณ ห้องรับรอง 1 ชั้น 2 กระทรวงอุตสาหกรรม
ทั้งสองฝ่าย ได้ร่วมกันหารือในประเด็นด้านการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม ได้แก่ ความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม (Carbon Capture and Storage: CCS) การส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลไทยที่ดึงดูดให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากต่างชาติเข้ามาสู่ตลาดรถยนต์ของไทยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยโดยรวม อุตสาหกรรมรีไซเคิลและการใช้พลังงานไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมของไทย ดังนั้น แนวทางความร่วมมืออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด (hybrid) รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ต้องมีการรักษาระดับความสมดุลเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจและความคงอยู่ของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ICE ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
ทั้งนี้ ไทยยังต้องการการลงทุนเพิ่มเติมจากญี่ปุ่นในด้านเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อช่วยส่งเสริมการเศรษฐกิจ และโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย รวมทั้งอุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมรีไซเคิล โดยขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการจัดการกากอุตสาหกรรม ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และซากยานพาหนะ (End of Life Vehicle: ELV ) ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นประเด็นท้าทายในภาคอุตสาหกรรมไทย หากกฎหมายเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมมีผลบังคับใช้ จะส่งผลทำให้เกิดธุรกิจในรูปแบบใหม่ในประเทศไทย สำหรับความร่วมมือของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Circular เกิดจากเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นให้เกิดโครงการนิคม Circular ควบคู่กับการลงทุนในโครงการศูนย์ธุรกิจอีอีซี และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EEC Capital City) ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งการขับเคลื่อนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Circular แห่งแรกนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีต่อการนำแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้กับการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นด้านการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งเสริมการ Recycle เพื่อลดการเกิดของเสีย และมุ่งสู่ความอย่างยั่งยืน
ในการนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นแสดงความยินดีให้การสนับสนุนและการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมเคมี โดยมุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมืออย่างมีคุณภาพและยั่งยืน รวมทั้งความร่วมมือในการแข่งขันเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ดียิ่งขึ้นและไม่ก่อให้เกิดสภาวะสินค้าล้นตลาด โดยการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมจะส่งผลดีต่อกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนและป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยญี่ปุ่นยินดีให้ความช่วยเหลือไทยและร่วมมือกันทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิผล ผ่านองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) ที่ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการจัดการรีไซเคิล ซากรถยนต์ที่หมดอายุการใช้งานระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในลักษณะความร่วมมือทางวิชาการ โดยทำการศึกษาวิจัย การส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการรีไซเคิล ELV ในประเทศไทย ทั้งนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นแนวทางที่เกิดประโยชน์อย่างสูงในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
ทั้งสองฝ่าย ได้ร่วมกันหารือในประเด็นด้านการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม ได้แก่ ความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม (Carbon Capture and Storage: CCS) การส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลไทยที่ดึงดูดให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากต่างชาติเข้ามาสู่ตลาดรถยนต์ของไทยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยโดยรวม อุตสาหกรรมรีไซเคิลและการใช้พลังงานไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมของไทย ดังนั้น แนวทางความร่วมมืออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด (hybrid) รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ต้องมีการรักษาระดับความสมดุลเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจและความคงอยู่ของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ICE ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
ทั้งนี้ ไทยยังต้องการการลงทุนเพิ่มเติมจากญี่ปุ่นในด้านเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อช่วยส่งเสริมการเศรษฐกิจ และโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย รวมทั้งอุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมรีไซเคิล โดยขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการจัดการกากอุตสาหกรรม ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และซากยานพาหนะ (End of Life Vehicle: ELV ) ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นประเด็นท้าทายในภาคอุตสาหกรรมไทย หากกฎหมายเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมมีผลบังคับใช้ จะส่งผลทำให้เกิดธุรกิจในรูปแบบใหม่ในประเทศไทย สำหรับความร่วมมือของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Circular เกิดจากเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นให้เกิดโครงการนิคม Circular ควบคู่กับการลงทุนในโครงการศูนย์ธุรกิจอีอีซี และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EEC Capital City) ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งการขับเคลื่อนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Circular แห่งแรกนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีต่อการนำแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้กับการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นด้านการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งเสริมการ Recycle เพื่อลดการเกิดของเสีย และมุ่งสู่ความอย่างยั่งยืน
ในการนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นแสดงความยินดีให้การสนับสนุนและการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมเคมี โดยมุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมืออย่างมีคุณภาพและยั่งยืน รวมทั้งความร่วมมือในการแข่งขันเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ดียิ่งขึ้นและไม่ก่อให้เกิดสภาวะสินค้าล้นตลาด โดยการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมจะส่งผลดีต่อกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนและป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยญี่ปุ่นยินดีให้ความช่วยเหลือไทยและร่วมมือกันทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิผล ผ่านองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) ที่ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการจัดการรีไซเคิล ซากรถยนต์ที่หมดอายุการใช้งานระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในลักษณะความร่วมมือทางวิชาการ โดยทำการศึกษาวิจัย การส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการรีไซเคิล ELV ในประเทศไทย ทั้งนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นแนวทางที่เกิดประโยชน์อย่างสูงในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย


