สศอ. เข้าร่วมการประชุมแผนงานความร่วมมือ ไทย–สปป.ลาว ครั้งที่ 8 ขับเคลื่อนความร่วมมือการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน
วันที่ 16 ธันวาคม 2568 - นายชาลี ขันศิริ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เข้าร่วมการประชุม The 8th Cooperative Plan Meeting between the Ministry of Commerce of Thailand and the Ministry of Industry and Commerce of Lao PDR ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งนี้ มีนางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้แทนหลักฝ่ายไทย และ Mr. Saysana Sayakone อธิบดีกรมเจรจาและความร่วมมือ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า เป็นผู้แทนหลักฝ่ายสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้งนี้ ผลการหารือ จะนำเสนอเพื่อให้ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันในการผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศให้บรรลุเป้าหมาย 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2570 พร้อมทั้งหารือแผนความร่วมมือระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ในประเด็นสำคัญ อาทิ การอำนวยความสะดวกทางการค้า การเปิดด่านการค้าเพิ่มเติม การส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและระบบราง การก่อสร้างสะพานมิตรภาพเพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างสองประเทศ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การใช้เงินสกุลท้องถิ่น รวมถึงการปรับปรุงและยกระดับความตกลงว่าด้วยการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พ.ศ. 2534
ในโอกาสนี้ นายชาลี ฯ ในฐานะผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำเสนอผลงานความคืบหน้าความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างไทย–สปป.ลาว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (MLC Special Fund) โดยมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านกิจกรรมการเสริมสร้างสมรรถนะ (Capacity Building) ในสาขาอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ระบบขนส่งอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ใช้วัสดุเน้นความยั่งยืน
นอกจากนี้ สศอ. ยังได้เสนอแผนงานความร่วมมือไทย-สปป.ลาว ในช่วงปี 2569–2570 ที่มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมรีไซเคิลและอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมถึงการเตรียมความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) และสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต


